Retailing Model Of Thailand ตอนที่2

ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)
ปัจจุบันร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป ตั้งแต่แนวคิดหลัก เงินลงทุน ที่ตั้ง ลักษณะขนาดโครงสร้างของอาคารรวมไปถึงการตกแต่ง ขนาดพื้นที่ใช้สอยหรือพื้นที่ตั้งวางสินค้า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป สินค้าที่วางจำหน่าย (ปกติสินค้าแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม เอ กลุ่มบี กลุ่ม ซี และ กลุ่ม ดี กลุ่มสินค้า เอ และ บี หมายถึงกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม สินค้าที่มีราคาแพง คุณภาพค่อนข้างดี กลุ่มสินค้า ซี และ ดี เป็นสินค้าระดับรองลงมาคุณภาพปานกลาง ราคาค่อนข้างถูก) ปริมาณสินค้า และประเภทสินค้าที่วางจำหน่ายตลอดจนบริการต่าง ๆ ที่จัดให้มีภายในสถานประกอบการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันพอจะจัดแบ่งประเภทของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ได้เป็น 7 ประเภท คือ

1. ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ (Supercenter, Hyper Mart, Discount Store) เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ มุ่งกลุ่มลูกค้ารายได้ต่ำถึงปานกลาง มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 10,000-15,000 ตารางเมตร สินค้าที่จำหน่ายเป็นกลุ่มสินค้า ซี และดี เน้นราคาถูก มีระบบศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ผู้ผลิต หรือ Suppliers ที่ประสงค์จะวางสินค้าจำหน่ายในร้านค้าประเภทนี้จะต้องไปติดต่อที่ศูนย์จัดซื้อและแจกจ่ายที่กรุงเทพฯ ต้องผ่านกระบวนการบริหารจัดซื้อและเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนเงื่อนไขที่ร้านค้าประเภทนี้วางเอาไว้ คือ
1.1 ค่านำสินค้าเข้าครั้งแรก (Entrance Fee) โดยเรียกเก็บสินค้าทุกตัว ๆ ละ หลายหมื่นจนถึงหลายแสนบาท สินค้าแม้จะเป็นแบบเดียวกันแต่ลวดลายต่างออกไปก็ถือเป็นสินค้าคนละตัว การเก็บค่าใช้จ่ายประเภทนี้จะเก็บครั้งเดียวเป็นเงินก้อนโต โดยคิดสินค้าเป็นตัว ๆ ไป (SKU คือ Stock Keeping Unit) คูณด้วยจำนวนสาขาที่มีอยู่ในขณะนั้น สินค้าที่เข้าไปขายแล้วหากมีอัตราการเติบโต (Growth Rate) ไม่เป็นไปตามข้อตกลง จะต้องถอดออกจากชั้นสินค้า หากต้องการเข้ามาใหม่ต้องกลับไปเสียค่า Entrance Fee ใหม่
1.2 ค่าเก็บรหัสข้อมูลรายการสินค้า ซึ่งถือเป็นกิจการภายในของห้างเอง
1.3 ค่าบริการจิปาถะ เช่น ค่าเช่าที่วางสินค้า ค่าหิ้งวางของ ค่าติดป้ายโฆษณา เป็นต้น
1.4 ค่าธรรมเนียมพิเศษ จากยอดขายรายเดือน เช่น ขายได้เท่านั้นเท่านี้ จะต้องได้เงินเพิ่มเท่านั้นเท่านี้เป็นต้น
1.5 ค่าจัดส่งและกระจายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าของห้างไปยังสาขาต่าง ๆ ของห้าง (Logistic Fee)
1.6 ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือโฆษณา โดยให้ผู้ผลิตลงโฆษณาสินค้าของผู้ผลิตในเอกสารต่าง ๆ ข้างต้น (เสียค่าใช้จ่ายในอัตราที่กำหนด)
1.7 ขอสินค้าแถมและขอส่วนลดเพิ่มเติมตามโอกาสต่าง ๆ ตลอดปี เช่น ครบรอบปี เปิดสาขาใหม่ ปรับปรุงกิจการ เทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น
1.8 ชำระค่าสินค้าล่าช้า ไม่ตรงตามกำหนดในสัญญา
1.9 มีสัญญาบอกเลิกธุรกิจฝ่ายเดียวได้ทันที
1.10 ลอกแบบสินค้าไปผลิตเอง (House Brand) ค่าแรกเข้าและค่าจัดรายการส่งเสริมการขายในห้างซุปเปอร์เซ็นเตอร์
ลักษณะพิเศษของ Discount Store หรือ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์นี้ คือ พื้นที่วางสินค้ากว้างขวาง เรียงสินค้าได้มากรายการ ประการสำคัญมีจุดบริการชำระเงินจุดเดียว (หลายช่อง) สร้างความสะดวกให้กับลูกค้ามาก เพราะสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทั่วร้าน แล้วค่อยชำระเงินทีเดียว มีรถเข็นสินค้าบริการ ร้านค้าประเภทนี้มักตั้งอยู่กลางเมืองหรือชานเมืองมีที่จอดรถบริการ ปัจจุบันจะมีโรงภาพยนต์อยู่ในห้างด้วย เช่น บิ๊กซี โลตัส คาร์ฟูร์ ปัจจุบัน Discount Store ในประเทศไทยมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นใหญ่ทั้งหมด เช่น กลุ่มกาสิโน (Big C) กลุ่มเทสโก้ (Lotus) และกลุ่มคาร์ฟูร์ (Carrefour)
2. ห้างสรรพสินค้า (Department Store) ขายสินค้าหลากหลาย มักตั้งอยู่กลางใจเมือง เน้นสินค้ากลุ่ม เอ และ บี มีทั้งแบรนด์เนมนำเข้าจากต่างประเทศและที่ผลิตในประเทศ สินค้าจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่า Discount Store การตกแต่งร้านเน้นความสวยงามและดึงดูดความสนใจของลูกค้ามีพนักงาน คอยบริการให้คำแนะนำใกล้ชิด เช่น ห้างเซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ เป็นต้น ในอดีตห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่ย่านใจกลางชุมชนในกรุงเทพฯ ปัจจุบันขยายสาขาไปยังจังหวัดใหญ่ ๆ มากขึ้น เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ นครราชสีมา ขอนแก่น เป็นต้น ห้างสรรพสินค้าจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของยังเป็นของคนไทย ในอดีตมีการลงทุนห้างสรรพสินค้าจากต่างประเทศแต่ประสบความล้มเหลวเลิกกิจการไป เช่น ห้างไดมารู ของญี่ปุ่น เป็นต้น ห้างสรรพสินค้าเป็นค้าปลีกประเภทหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าสู่ประเทศได้ทางหนึ่งด้วย
3. ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) จำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารและของใช้ประจำวันเป็นหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ผักสด ผลไม้สด อาหารสำเร็จรูป ของแห้ง ของใช้ส่วนตัว เช่น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน กระดาษชำระ เป็นต้น ร้านค้าปลีกประเภทนี้มีทั้งที่ตั้งอยู่ริมถนนเป็นอิสระ (Stand Alone) เช่น ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น และร้านประเภทที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เช่น ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต โฮมเฟรชมาร์ท ของเดอะมอลล์ เป็นต้น สำหรับท๊อปเดิมทีเป็นของเซ็นทรัล ต่อมาแยกบริหารอิสระทำให้ปัจจุบันมีทั้งที่ตั้งอิสระและอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดพื้นที่ของร้านค้าปลีกประเภทนี้ประมาณ 2,000-5,000 ตารางเมตร ลูกค้าต้องบริการตนเองไม่มีพนักงานคอยแนะนำ ทำเลที่ตั้งมักยึดแหล่งชุมชนเป็นหลัก
4. ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store หรือ Gas Store) เป็นร้านค้าปลีกประเภทบุคคลทั่วไป พื้นที่ขนาดเล็กที่สุดแค่ 15 ตารางเมตรใหญ่สุดไม่เกิน 500 ตารางเมตร เน้นการจัดร้านการบริหารจัดการที่ทันสมัย สินค้าที่วางจำหน่ายมักจะเป็นสินค้ากลุ่มอาหารและของใช้จุกจิกประจำวัน จำนวนสินค้าน้อยกว่า 5 พันรายการ ส่วนใหญ่ร้านสะดวกซื้อจะกระจายไปตามชุมชนหรือแหล่งชุมนุมของคนทั่วไป เช่น ป้ายรถเมล์ เน้นการเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ราคาสินค้าค่อนข้างสูง เช่น ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นต้น ปัจจุบันได้ขยายธุรกิจลงสู่ปั๊มน้ำมันในรูปแบบของ Gas Store เช่น ร้าน จิ๊ฟฟี่ ของปั๊มน้ำมันเจ็ท หรือ ไทเกอร์มาร์ทของเอสโซ่ เป็นต้น เนื่องจากต้นทุนในการประกอบธุรกิจสูง ทำให้สินค้าในร้านสะดวกซื้อค่อนข้างแพงและจะเน้นไปที่สินค้าประเภทอาหารการกิน เช่น ไส้กรอก ซาลาเปา สเลอปี้ (น้ำแข็งปั่น) ลูกชิ้นเสียบไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังทำธุรกิจบริการรับชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลให้กับธุรกิจนี้
5. ร้านค้าปลีกในรูปการขายส่ง (Cash and Carry) รูปแบบการขายปลีกแบบต้องเป็นสมาชิกในประเทศไทยประเภทนี้มีเพียงแห่งเดียว คือ แม็คโคร ผู้ซื้อจะต้องมีบัตรสมาชิกหรือหากไม่มีก็ทำบัตรสมาชิกชั่วคราวเพื่อเข้าไปซื้อสินค้าได้ วัตถุประสงค์เดิมสมาชิกเป็นร้านค้าปลีกย่อยแต่ต่อมาการแข่งขันมากขึ้นจึงเปิดให้ประชาชนทั่วไปเป็นสมาชิกได้ จึงกลายมาเป็นการค้าปลีกในรูปแบบพิเศษ เน้นขายสินค้าราคาถูกเป็นล๊อตใหญ่ ๆ เช่น ครึ่งโหล ทั้งโหล กระสอบใหญ่ เป็นต้น ลูกค้าต้องบริการด้วยตนเอง รับเงินสดมีจุดรับชำระเงินจุดเดียวเหมือนกับ Discount Store เน้นราคาถูก พื้นที่ขาย 10,000-15,000 ตารางเมตร สินค้า 60,000-70,000 เอสเคยู (Stock Keeping Unit) เน้นสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน
6. ร้านค้าปลีกขายสินค้าเฉพาะอย่างหรือสินค้าพิเศษ (Specialty Store หรือ Brand Specialty) เน้นขายสินค้าเฉพาะด้านที่มีคุณภาพ ราคาสูง มีพนักงานคอยให้คำแนะนำพื้นที่ขายประมาณ 200-1,000 ตารางเมตร มักตั้งร้านอยู่ในแหล่งชุมชนใหญ่ บางร้านขายสินค้าเฉพาะ Brand ของตนเอง เช่น มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ บู้ท วัตสัน พีเพิลเฮลธ์แคร์ ซุปเปอร์สปอร์ต เป็นต้น ร้านค้าประเภทนี้มีสินค้าประมาณ 1,000-2,000 รายการ ที่ตั้งใจกลางเมืองหรือย่านชุมชนธุรกิจ อาจจะอยู่ในอาคารเดียวกับห้างสรรพสินค้าหรือชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ 2-3 คูหา ก็มี
7. ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างเน้นราคาถูก (Category Killer) ร้านค้าประเภทนี้คล้าย ๆ กับประเภทที่ 6 แต่เน้นราคาถูก สินค้าจะหลากหลายในประเภทของสินค้าหมวดหมู่เดียวกัน พื้นที่ขายตั้งแต่ 2,000-10,000 ตารางเมตร ทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหรือย่านธุรกิจ อาจจะอยู่ในอาคารเดียวกับห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าหรือชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ 2-3 คูหาก็มี มีพนักงานคอยให้บริการ จำนวนสินค้า 1,000-6,000 รายการ เรียกอีกอย่างได้ว่า Low price Specialty Store เช่น แม็คโครออฟฟิศ เพาเวอร์บาย ออฟฟิศดีโป เป็นต้น
นอกเหนือจากการค้าปลีกแบบใหม่ทั้ง 7 ประเภทแล้ว ปัจจุบันกำลังเกิดการค้าปลีกแบบใหม่อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Discount Convenience Store เป็นลักษณะค้าปลีกแบบสะดวกซื้อแต่เล่นเรื่องราคาถูก เช่น Lotus Express ซึ่งจะไปตั้งอยู่ตามปั๊มน้ำมันต่าง ๆ หรืออนาคตอาจจะตั้งอิสระก็ได้และรูปแบบค้าปลีกShopping Centerรูปแบบใหม่ๆที่เกิดขึ้นอาทิ Community Mall
2. ลักษณะการดำเนินงาน ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ตั้งเป้าหมายในการให้บริการแก่ลูกค้าจำนวนมาก มีขนาดการลงทุนสูง เน้นให้ความสะดวกสะบายแก่ลูกค้า มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ จำนวนการจ้างงานสูง ต้องใช้เท็คโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย
2.1 การลงทุน การค้าปลีกในประเทศไทยส่วนใหญ่ริเริ่มโดยคนต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย ที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศ ต่อมาได้พัฒนาและต่อยอดการค้าปลีกทันสมัยมากขึ้น โดยนักลงทุนชาวตะวันตกเริ่มขยายขนาดที่ใหญ่และทันสมัยมากขึ้น กำเนิดเริ่มแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงและมีประชากรอยู่อาศัยจำนวนมาก การลงทุนในเริ่มแรกมักต้องใช้สถาบันการเงิน คือ ธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล ลักษณะการลงทุนแบ่งได้ดังนี้
2.1.1 ลงทุนโดยคนคนเดียว หรือ คนกลุ่มเดียว มักเริ่มจากกิจการไม่ใหญ่นักแล้วค่อย ๆ ขยายตัวเติบโตใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ ทุนที่ใช้เบื้องต้นเป็นทุนส่วนตัวเมื่อขยายกิจการก็ใช้เงินของสถาบันการเงิน คือ ธนาคารพาณิชย์ การลงทุนประเภทนี้ใช้ระยะเวลายาวนานและใช้วงเงินในช่วงต้น ๆ ไม่เกิน 1 ล้านบาท เช่น ห้างเซ็นทรัล ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 50 ปี
2.1.2 การร่วมทุน เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มทุนตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป เป็นการเริ่มกิจการขนาดใหญ่ทีเดียว เช่น บิ๊กซี จนในที่สุดขยายตัวเป็นบริษัทมหาชน ขายหุ้นแก่บุคคลทั่วไป หรือ อาจจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างกลุ่มทุนในกรุงเทพฯ กับกลุ่มทุนในท้องถิ่น หรือ ระหว่างกลุ่มทุนในประเทศกับนอกประเทศ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s