Retailing Model Of Thailand ตอนจบ

การเปลี่ยนแปลงในวงการค้าปลีกโลกสู่ประเทศไทย
การค้าปลีกสมัยใหม่ของไทยได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในวงการค้าปลีกโลก ด้วยการมองเห็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นหากสามารถจัดหาสินค้าเติมเต็มในส่วนของความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของสินค้า ความสะดวกในการซื้อ ฯลฯ เมื่อรูปแบบการผลิตและการค้าเปลี่ยน มุ่งผลิตเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าหลากหลายและโดนใจ มุ่งผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ทำให้การซื้อขายขยายวงกว้างมากกว่าเดิมยิ่งเป็นรูปแบบศูนย์การค้าและร้านสะดวกซื้อ ทำให้ซื้อหาได้สะดวกรวดเร็วตรงตามความต้องการ ทำให้เกิดการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น
การปฏิวัติในวงการค้าปลีกโลก (TDRI, การค้าส่งค้าปลีกไทย (รายงานทิศทางเศรษฐกิจและการค้าไทย : ภาคการค้าภายในประเทศ),
การเปลี่ยนแปลงที่ถือเป็นการปฏิวัติระบบการค้าปลีกโลกและส่งผลกระทบต่อวงการค้าปลีกมากที่สุดจนทำให้ผู้ค้าปลีกมีอำนาจเหนือผู้ผลิต ได้แก่

1. การเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดหาสินค้าและนำสินค้ามาสู่มือผู้บริโภค (Distribution System) ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. ผู้ค้าปลีกขยายกิจการจนมีการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ต่ำกว่าผู้ค้าปลีกรายย่อย
เดิมกระบวนการกระจายสินค้า Distribution Chain อยู่ในความควบคุมของผู้ผลิตและผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีกเพียงเลือกชนิดสินค้าที่คิดว่าจะขายได้จากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ผู้ผลิตและผู้ค้าส่งจะเป็นผู้กำหนดราคา เงื่อนไขการขาย และชนิดสินค้าที่จะขาย แต่เมื่อผู้ค้าปลีกกลายเป็น ผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ และมีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถต่อรองขอส่วนลดราคาจากผู้ค้าส่งและผู้ผลิต กระบวนการกระจายสินค้าจึงตกอยู่ในอำนาจการควบคุมของผู้ค้าปลีกรายใหญ่
ปัจจัยที่ทำให้ผู้ค้าปลีกมีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น คือ การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัทค้าปลีกรายแรกที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ คือ ห้างวอลมาร์ท (Wal-Mart) สาเหตุเพราะในอดีตห้างมักประสบปัญหาการซื้อสินค้าจากบริษัทพีแอนด์จี เนื่องจากในระยะแรกแต่ละสาขาของห้างวอลมาร์ททำการจัดซื้อสินค้าแยกกัน ปริมาณการจัดซื้อแต่ละครั้งน้อย ทำให้อำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่อย่างพีแอนด์จีจึงต่ำ ดังนั้นในปี 2512 ห้างวอลมาร์ทจึงสร้างระบบกระจายสินค้าของตนเองให้กับสาขา 32 แห่ง
นวัตกรรมสำคัญที่ห้างนำมาใช้ได้แก่
1. Cross Docking คือ ระบบการสั่งซื้อรวมศูนย์มายังศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center (DC) แล้วกระจายสินค้าไปยังสาขาทั่วประเทศด้วยรถบรรทุกขนาดเล็ก วิธีนี้นอกจากจะประหยัดค่าขนส่งแล้วเพราะรถบรรทุกทุกเที่ยวมีระวางบรรทุกเต็มพิกัด ห้างยังสามารถซื้อสินค้าในราคาต่ำลง และสินค้าถูกส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ภายในเวลาที่กำหนดได้ ผู้ประกอบการไทยที่นำระบบนี้มาใช้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่ เซเว่นอีเลฟเว่น ห้างเซ็นทรัล (ผ่านบริษัทเดวิดส์ดิสทริบิวชั่น)
2. ระบบ EDI (Electronic Data Interchange) ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของร้านสาขากับ DC ของบริษัท และกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของซัพพลายเออร์ ภายในร้าน สินค้าทุกชิ้นที่จ่ำหน่ายจะบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ด้วยการใช้เครื่องอ่านเครื่องหมายบาร์โค๊ดที่ติดอยู่กับสินค้า วิธีนี้ทำให้บริษัทมีข้อมูลยอดขายสินค้าแต่ละชนิด ระบบนี้ถูกเชื่อมโยงโดยการใช้ดาวเทียม ห้างแม็คโครเป็นห้างแรกที่นำระบบดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย ดังนั้นหลังจากปิดร้านทุกวัน แม็คโครแต่ละสาขาจะทราบยอดขายสินค้าแต่ละชนิด เมื่อสินค้าในสต๊อคลดลงถึงระดับหนึ่งก็จะสามารถสั่งสินค้าผ่านระบบคอมพิวเตอร์ไปยังสำนักงานใหญ่ เมื่อสำนักงานใหญ่รวบรวมข้อมูลสั่งซื้อสินค้าจากทุกร้านแล้ว ก็จะส่งคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์ของบริษัท พร้อมกำหนดการส่งของปริมาณและสถานที่ส่ง
ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ประการแรก ผู้ค้าปลีกสามารถเติมสินค้าที่หมดในทุกสาขาได้ทันการณ์ เพราะห้างรู้ว่าในแต่ละวันสินค้าชนิดใดขายได้เท่าไร สามารถสั่งสินค้าที่ขาดได้ทันที ประโยชน์ประการที่สอง คือ ต้นทุนของการกระจายสินค้าของผู้ค้าปลีกที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะต่ำกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ถึงร้อยละ 1.5-2 (The Economist 4 March 1995) ผู้ค้าปลีกสามารถตรวจสอบยอดสินค้าคงคลังได้ทุกวัน เมื่อรู้ว่าสินค้าตัวใดขายดีหรือขายไม่ดี ก็สามารถเลือกสั่งสินค้าเฉพาะที่ขายได้และสามารถเติมสินค้าที่ขาดได้รวดเร็ว ผู้ค้าปลีกจึงไม่จำเป็นต้องถือสินค้าคงคลังไว้มาก ๆ กลุ่ม Tesco ซึ่งทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตในอังกฤษสามารถลดสินค้าคงคลังเหลือเพียง 2 สัปดาห์ ในประเทศไทย ห้างแม็คโครและเซเว่นอีเลฟเว่นต่างก็มีสินค้าคงคลังน้อยกว่าคู่แข่งอย่างไรก็ตาม การมีเงินลงทุนสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์มิได้หมายความว่าจะทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเสมอไป
ประเด็นอยู่ที่การใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ว่าจะใช้ในด้านการบริหารร้าน (Store Management) ด้าน Logistics หรือด้าน Distribution Chain
นอกจากขนาดของกิจการและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ควบคุมระบบกระจายสินค้าแล้ว ปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ค้าปลีกเริ่มมีอำนาจเหนือผู้ผลิต คือ การพัฒนาสินค้าของตนเอง(House Brand) ทั้งนี้เพราะว่าร้อยละ 70-80 ของต้นทุนของผู้ค้าปลีก คือ ค่าสินค้า หากสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ได้ย่อมหมายถึงกำไร การที่ค้าปลีกสามารถกำหนดให้ผู้ผลิตต้องผลิตสินค้าภายใต้ตราของผู้ค้าปลีก เพราะผู้ค้าปลีกเป็นลูกค้ารายใหญ่นั่นเอง ในประเทศไทยเราพบว่าห้างหลายแห่งนำสินค้าที่ติดตราของตนเองออกจำหน่าย เช่น บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร ท็อปส์ เป็นต้น สินค้าเหล่านี้จะมีราคาต่ำกว่าสินค้าชนิดเดียวกันของผู้ผลิตที่ขายภายใต้ตราสินค้าของผู้ผลิตเอง แต่มีคุณภาพไม่แตกต่างมากนัก
กระแสการเปลี่ยนแปลงวงการค้าปลีกของโลก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกของไทยโดยเฉพาะการค้าปลีกแบบดั้งเดิม จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งเคยค้าขายแบบสบาย ๆ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจำต้องเลิกกิจการไปในที่สุด และนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น
Logistics กลยุทธ์สำคัญของค้าปลีกขนาดใหญ่ในประเทศไทย
กลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ตามทฤษฎีของพอร์ตเตอร์ (Porter) มี 3 ลักษณะ คือ
1. ความเป็นผู้นำทางต้นทุน (Cost Leadership)
2. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)
3. การมุ่งเฉพาะ (Focus)
Logistics ที่ดีประสบความสำเร็จสามารถลดต้นทุนแก่บริษัทผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ได้มากจนทำให้เกิดความได้เปรียบทางการค้า
Logistics เป็นการจัดกระบวนการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บทั้งสินค้าและวัตถุดิบตั้งแต่แหล่งผลิตต้นทางจนถึงมือผู้บริโภคปลายทางคนสุดท้าย End Users เห็นได้ว่า Logistics ไม่ได้มีความหมาย แค่การคมนาคมขนส่งสินค้า ดังที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเท่านั้น แต่มันมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการวางแผน การควบคุม การดำเนินงานทั้งด้านคลังสินค้า การขนส่งเคลื่อนย้าย และการจัดซื้อวัตถุดิบ กิจกรรมด้านการจัดการ Logistics จึงมีมากมาย ตั้งแต่การวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ การกระจายสินค้า การวางแผนสินค้าคงคลัง และการขนส่ง เป็นต้น
การที่ต้นทุนด้าน Logistics ของไทยแพง เพราะผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจด้านนี้ ทำให้ไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการขนส่งเคลื่อนย้าย การวางแผนจัดซื้อ และคลังสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ปัจจัยพื้นฐานด้านโครงข่ายคมนาคมขนส่งของไทยก็มีปัญหาอย่างมาก เช่น ระบบขนถ่ายสินค้า (Handling System) ของไทยมีปัญหาพื้นฐาน อาทิ การขนส่งสินค้าโดยทางรถไฟไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เส้นทางรางรถไฟของไทยประมาณ 4,100 กิโลเมตร ใช้ได้ดีเพียง 1,371 กม. พร้อมพัง 853 กม. นอกนั้นพอใช้ได้ ความเร็วในการเดินทางอยู่ระหว่าง 60-80 กม./ชม. ขณะที่ต่างประเทศอัตราความเร็ว 3-400 กม./ชม. เป็นระบบรถไฟรางเดียวซึ่งล้าสมัยไปนานแล้ว มีจุดตัดระหว่างถนนกับรถไฟมากมาย การขึ้นและลงสินค้าตามสถานีต่าง ๆ ไม่สะดวก การขนส่งทางน้ำตามลักษณะภูมิศาสตร์ของไทยน่าจะไปได้ดีเพราะต้นทุนต่ำ แต่มีปัญหาเรื่องร่องน้ำไม่สามารถขนส่งได้ตลอดปี ขาดท่าเรือขนส่งสินค้า ฯลฯ นอกจากนี้การเชื่อมโยงระหว่างระบบขนส่งแต่ละประเภท เช่น จากรถไฟ ลงเรือ ยังมีปัญหาไม่สะดวก การขนส่งส่วนใหญ่จึงใช้รถบรรทุก ซึ่งต้องแล่นปะปนไปกับการสัญจนของประชาชนทั่วไป บางครั้งก็ต้องผ่าเข้าไปในเมืองใหญ่ ๆ เกิดปัญหาด้านการการจราจร รถติด ความไร้ประสิทธิภาพด้านการขนส่งนี้เองเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียทั้งเวลาและต้นทุน ทำให้สินค้ามีราคาสูงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ
การที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พยายามแก้ไขปัญหาด้านต้นทุน Logistics แบบครบวงจร โดยมอบหมายให้ หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพในการศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาต้นทุนด้านนี้ ซึ่งหากจะดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะต้องดำเนินการให้ครบวงจรด้าน Logistics กล่าวคือ การจัดตั้งศูนย์ Logistics ครบวงจร ควรประกอบไปด้วย คลังสินค้า ศูนย์คัดแยกและบรรจุภัณฑ์ ศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์บริการครบวงจรทั้งด้านประกันภัย การเงิน การศุลกากร เป็นต้น ประการสำคัญต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกันทั้งประเทศ
ความพ่ายแพ้ของการค้าปลีกไทยส่วนหนึ่งทั้ง ๆ ที่หลายฝ่ายพยายามช่วยต่อรองราคาสินค้าให้จนกระทั่งราคาต้นทุนถูกลง แต่เมื่อผ่านกระบวนการ Logistics ที่เสียเปรียบผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ ทำให้ราคาสินค้าที่ถูกกลับกลายเป็นแพงในที่สุด ดังนั้นการ
ที่ต้นทุนด้าน Logistics ของไทยแพง เพราะผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจด้านนี้ ทำให้ไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการขนส่งเคลื่อนย้าย การวางแผนจัดซื้อ และคลังสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ปัจจัยพื้นฐานด้านโครงข่ายคมนาคมขนส่งของไทยก็มีปัญหาอย่างมาก เช่น ระบบขนถ่ายสินค้า (Handling System) ของไทยมีปัญหาพื้นฐาน อาทิ การขนส่งสินค้าโดยทางรถไฟไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เส้นทางรางรถไฟของไทยประมาณ 4,100 กิโลเมตร ใช้ได้ดีเพียง 1,371 กม. พร้อมพัง 853 กม. นอกนั้นพอใช้ได้ ความเร็วในการเดินทางอยู่ระหว่าง 60-80 กม./ชม. ขณะที่ต่างประเทศอัตราความเร็ว 3-400 กม./ชม. เป็นระบบรถไฟรางเดียวซึ่งล้าสมัยไปนานแล้ว มีจุดตัดระหว่างถนนกับรถไฟมากมาย การขึ้นและลงสินค้าตามสถานีต่าง ๆ ไม่สะดวก การขนส่งทางน้ำตามลักษณะภูมิศาสตร์ของไทยน่าจะไปได้ดีเพราะต้นทุนต่ำ แต่มีปัญหาเรื่องร่องน้ำไม่สามารถขนส่งได้ตลอดปี ขาดท่าเรือขนส่งสินค้า ฯลฯ นอกจากนี้การเชื่อมโยงระหว่างระบบขนส่งแต่ละประเภท เช่น จากรถไฟ ลงเรือ ยังมีปัญหาไม่สะดวก การขนส่งส่วนใหญ่จึงใช้รถบรรทุก ซึ่งต้องแล่นปะปนไปกับการสัญจนของประชาชนทั่วไป บางครั้งก็ต้องผ่าเข้าไปในเมืองใหญ่ ๆ เกิดปัญหาด้านการการจราจร รถติด ความไร้ประสิทธิภาพด้านการขนส่งนี้เองเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียทั้งเวลาและต้นทุน ทำให้สินค้ามีราคาสูงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ
การที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พยายามแก้ไขปัญหาด้านต้นทุน Logistics แบบครบวงจร โดยมอบหมายให้ หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพในการศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาต้นทุนด้านนี้ ซึ่งหากจะดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะต้องดำเนินการให้ครบวงจรด้าน Logistics กล่าวคือ การจัดตั้งศูนย์ Logistics ครบวงจร ควรประกอบไปด้วย คลังสินค้า ศูนย์คัดแยกและบรรจุภัณฑ์ ศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์บริการครบวงจรทั้งด้านประกันภัย การเงิน การศุลกากร เป็นต้น ประการสำคัญต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกันทั้งประเทศ
ความพ่ายแพ้ของการค้าปลีกไทยส่วนหนึ่งทั้ง ๆ ที่หลายฝ่ายพยายามช่วยต่อรองราคาสินค้าให้จนกระทั่งราคาต้นทุนถูกลง แต่เมื่อผ่านกระบวนการ Logistics ที่เสียเปรียบผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ ทำให้ราคาสินค้าที่ถูกกลับกลายเป็นแพงในที่สุด ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเพื่อจัดระบบ Logistics ของไทยให้มีต้นทุนที่ต่ำลง จึงเป็นทางออกทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาค้าปลีกของไทยให้สามารถต่อสู้กับค้าปลีกขนาดใหญ่ของต่างชาติได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s