Retailing Model Of Thailand ตอนที่1

รูปแบบค้าปลีกค้าส่งในประเทศไทย
ภาวะการค้าปลีกของไทยในปัจจุบัน

จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ความต้องการที่หลากหลาย และการแปรเปลี่ยนไปของสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งพัฒนาจากรูปแบบดั้งเดิมมาเป็นธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งรูปแบบ และการดำเนินกิจกรรมแตกต่างกันมาก อย่างไรก็ดีธุรกิจทั้งค้าปลีกดั้งเดิมและค้าปลีกแบบทันสมัยก็ได้ดำเนินธุรกิจคู่กันมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยตลอดมา จนถึงปัจจุบันนี้ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ขาดการพัฒนาดูแลเปลี่ยนแปลง อาจจะต้องถึงเวลาที่จะต้องล้มหายตายจากไป ในขณะที่ค้าปลีกแบบดั้งเดิมอีกหลายแห่งที่มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกจะยังคงอยู่ได้ หากแต่เปลี่ยนรูปแบบเข้าสู่รูปแบบธุรกิจค้าปลีกแบบสมัยใหม่อย่างใดอย่างหนึ่ง หากไม่นับการทำธุรกิจค้าปลีกในรูปของสหกรณ์ของรัฐและการขายตรง (MLM) แล้ว พอจะแบ่งรูปแบบการค้าปลีกของไทยในปัจจุบันได้ 2 แบบ คือ ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) และ ธุรกิจค้าปลีกแบบทันสมัยหรือสมัยใหม่ (Modern Trade)
ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม Traditional Trade
1. รูปแบบของค้าปลีกดั้งเดิม ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมยังคงมีรูปแบบที่หลากหลายและอยู่เคียงคู่กับสังคมไทยเสมอมา ในลักษณะเป็นสถานที่สังสรรค์ติดต่อและหาซื้อของที่เป็นพื้นฐานความจำเป็นในการดำรงชีวิต ซึ่งรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมปัจจุบันพอจะแบ่งได้ดังนี้
1.1 ตลาดสด มีทั้งตลาดสดเช้า ตลาดสดเย็น มีทั้งลักษณะแบกะดินและตั้งขายในที่ว่างขนาดเล็กตามริมถนนไปจนถึงลานขนาดใหญ่ทั้งมีและไม่มีหลังคาคลุม ซึ่งจัดสำหรับกิจกรรมตลาดโดยเฉพาะ และยังมีตลาดสดที่ขายบนเรือ เช่น ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เป็นต้น สินค้าที่ขายในตลาดสด จะเป็นพืช ผัก ผลไม้สด อาหาร เนื้อสัตว์ชำแหละ รวมทั้งเครื่องอุปโภค ขนาดเล็ก ซึ่งจะไม่มีการบรรจุหีบพ่อที่สวยงาม ผู้ค้ามักจะเป็นคนพื้นบ้านหรือบริเวณใกล้เคียง
1.2 หาบเร่และแผงลอย ผู้ค้าจะเอาสินค้าใส่กะบะหรือรถเข็น หรือหาบไปตั้งขายหรือเข็นหรือหาบขายตามเส้นทางประจำ หรือขายตามเทศกาล โดยหมุนเวียนไปตามสถานที่ต่าง ๆ สินค้าจะมีทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ผู้ค้าอาจจะเป็นคนต่างถิ่นหรือคนในย่านนั้น ๆ
1.3 โชวห่วย/ร้านชำ เป็นร้านที่ขายเครื่องอุปโภคบริโภค โดยมีหลักแหล่งที่แน่นอน เช่น ห้องแถว หรือเพิงถาวร เจ้าของกิจการมักเป็นคนพื้นบ้านนั้นเองหรือเป็นเจ้าของอาคารสถานที่นั้น คำว่า “โชวห่วย” มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ คำว่า “โชว” หมายถึง หยาบหรือไม่ละเอียด กล่าวคือ ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นอะไรแน่ชัด ที่เรียกกันว่าสิ่งของทั่วไป (เบ็ดเตล็ด) ส่วนคำว่า “ห่วย” แปลว่า ของ หรือ สิ่งของ หรือสินค้า ดังนั้นร้านโชวห่วยตามความหมายของคนจีนก็คือ ร้านจำหน่ายสินค้าทั่วไป นั่นเอง ในส่วนของร้านชำ ลักษณะคล้ายร้านโชวห่วย ขายสินค้าทั่วไปแต่รูปแบบและขนาดอาจจะเล็กกว่ามักตั้งอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ แยกเป็น 2 ประเภทคือ ร้านชำเต็มรูปแบบ มีจำหน่ายอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ผัก ฯลฯ และ ร้านชำไม่เต็มรูปแบบ ขายสินค้าทั่วไปไม่มีอาหารสด
1.4 ร้านค้า เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าเฉพาะอย่างตามตึกแถว เช่น ขายเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เป็นต้น ผู้ค้ามักจะเป็นเจ้าของอาคารหรือผู้เช่า
1.5 ตลาดนัด เป็นสถานที่รวมของผู้ค้าปลีกดั้งเดิมทุกประเภท อาจจะจัดได้ทั้งในอาคารและที่โล่ง ซึ่งมีทั้งตลาดนัดทุกวัน หรือเป็นบางวัน หรือเป็นบางเวลา แต่จะมีกำหนดแน่นอน ในต่างจังหวัดอาจจะมีตลาดนัดสำหรับสินค้าเฉพาะอย่าง เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล ของจังหวัดต่าง ๆ หรือ กาดวัว กาดควาย ของภาคเหนือ ซึ่งนอกจากจะค้าวัวค้าควายแล้ว ยังรวมไปถึงจักรยาน จักรยานยนต์ และสินค้าอื่น ๆ ด้วย ผู้ค้าจะมีทั้งคนพื้นบ้านและต่างถิ่น
2. ลักษณะการดำเนินงานมีคำกล่าวว่า ตลาดเป็นเครื่องแสดงลักษณะวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของประชาชนในถิ่นนั้น ฉะนั้นตามร้านค้าปลีกรายย่อยหรือตลาด เราจึงสามารถสังเกตเห็นวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมท้องถิ่น ความเป็นพื้นเมือง ความสามารถในการเจรจาต่อรอง ความเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจกัน และความเป็นกันเองในการสนทนาซักถามสารทุกข์สุขดิบ เช่น คนในสังคมเดียวกัน ด้วยความสนิทสนม และการที่ตลาดหรือร้านค้าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีความคุ้นเคยกันระหว่างผู้ค้ากับลูกค้า การดำเนินธุรกิจจึงมีทั้งขายเงินสดและเงินเชื่อ มีความยืดหยุ่นเรื่องสินค้าราคา และสถานที่ ซึ่งเป็นลักษณะการดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม จึงมีการดำเนินธุรกิจแบบพอเพียงโดยมีลักษณะการดำเนินงานดังนี้
2.1 ต้นทุน ค้าปลีกดั้งเดิมมีต้นทุนในการประกอบการต่ำ ด้วยเหตุผล คือ
2.1.1 สถานที่ประกอบการ ส่วนใหญ่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นร้านค้าปลีก ซึ่งเดิมทีเป็นการซื้อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาเห็นว่าสามารถทำการค้าขายได้ จึงจัดหาสินค้ามาขาย ไม่ต้องซื้อที่ดินเพื่อการค้าโดยตรง การตกแต่งร้านก็ทำเท่าที่จำเป็น
2.1.2 ไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากร ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน เพราะไม่มีพนักงานขาย แต่ผู้ขายคือ บุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้าน หากไม่มีการค้าบุคคลดังกล่าวก็คือผุ้ที่อยู่ดูแลบ้านนับเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง
2.1.3 ไม่มีต้นทุนการบริหารจัดการ เพราะไม่ต้องซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องลงทุนเรื่องอนามัยของสินค้ามาก และบางประเภทไม่ได้เสียภาษีแก่รัฐ
2.2 ทำเลที่ตั้ง ร้านค้าปลีกดั้งเดิมส่วนใหญ่จะตั้งในย่านชุมชนหรือแหล่งที่อยู่อาศัยใกล้ชิดกับผู้บริโภค อันถือว่ามีกำลังซื้อพอเหมาะกับขนาดการลงทุนอยู่แล้ว ฉะนั้นร้านค้าจึงตั้งอยู่ในทำเลเหมาะสมที่สามารถทำกิจการค้าได้ทันทีและไม่ต้องทำตลาดมาก
2.3 การบริหาร มีการบริหารไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อน มีคนขายเพียงคนเดียวก็สามารถทำกิจการค้าขายได้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการเองด้วย ทำให้การตัดสินใจทำได้รวดเร็ว สามารถปรับเปลี่ยนสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ไม่ต้องมีขบวนการจัดซื้อที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในกรณีสินค้าตัวใหม่ เป็นต้น
2.4 ความเป็นกันเอง จากการที่เจ้าของธุรกิจเป็นผู้ขายเอง และเป็นคนในพื้นที่หรือในชุมชนนั้น ๆ ทำให้ผู้ขายส่วนใหญ่จะมีความเป็นกันเอง กับผู้ซื้อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s